การขนส่งทางรถโดยสารหรือรถประจำทางประวัติกรมการขนส่งทางบก
เมื่อการขนส่งทางบกได้มีการวิวัฒนาการและขยายตัวขึ้นเรื่อย ๆ ตามความเจริญของบ้านเมืองทางราชการจึงได้ตั้งหน่วยงานขึ้นควบคุมดูแล ให้เป็นระเบียบเรียบร้อยโดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ได้โปรดเกล้าฯให้ตั้งกระทรวงคมนาคมขึ้น ในปีพ.ศ.2425 และให้รวมหน้าที่เกี่ยวกับการขนส่งทางรถไฟ การขนส่งทางบก การขนส่งทางน้ำ และการสื่อสารข่าว มารวมไว้ในกระทรวงคมนาคม อย่างไรก็ตาม กิจการด้านขนส่งทางบกก็ยังไม่มีหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบ โดยตรงแม้แต่พระราชบัญญัติจัดตั้งกระทรวงและกรม พ.ศ.2476 ก็มิได้กำหนดให้มีหน่วยงาน ที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการขนส่งทางบกโดยตรงอีกเช่นกัน จนกระทั่งในปลายปี พ.ศ.2476 จึงได้มีพระราชบัญญัติว่าด้วยระเบียบราชการ บริหารแห่งราชอาณาจักรสยาม พ.ศ.2476 (ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ลงวันที่ 9 ธันวาคม 2476) กำหนดให้มีกรมการขนส่งขึ้น ในกระทรวงเศรษฐการ ซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวกับการเศรษฐกิจแห่งชาติ รวมทั้งหน้าที่ในราชการ ส่วน คมนาคมด้วย แต่ก็ยังไม่มี หน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการขนส่งทางบกเพราะตามพระราชกฤษฎีกาจัดวางระเบียบราชการสำนักงานและกรมในกระทรวงเศรษฐการ พ.ศ. 2476 ได้กำหนดส่วนราชการของกรมการขนส่งไว้เพียง 2 กอง คือ สำนักงานเลขานุการกรม และกองการบินพลเรือน ทั้งนี้ เพื่อเป็นการขยาย กิจการบินพาณิชย์ของประเทศ จวบจน กระทั่งวันที่ 11 สิงหาคม 2484 รัฐบาลในสมัยนั้นซึ่งมี ฯพณฯจอมพลแปลก พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2484 สถาปนา "กรมการขนส่ง" ขึ้นเป็นส่วนราชการระดับกรมสังกัดกระทรวงคมนาคม โดยมีที่ทำการรวมอยู่ใน กระทรวงคมนาคม ณ ตำบลท่าช้างวังหน้า อำเภอพระนคร (ที่ตั้งโรงละครแห่งชาติในปัจจุบัน)
งานที่กรมการขนส่งได้รับมอบหมายให้ดำเนินการในโอกาสแรกก็คือ งานเกี่ยวกับการขนส่งทางอากาศโดยที่งานดังกล่าวนี้ เดิมเป็นงานที่อยู่ในอำนาจและหน้าที่ของกองบินพาณิชย์สำนักงานปลัดกระทรวงเศรษฐการ กรมการขนส่งในสมัยนั้นได้รับโอนมาโดยบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติโอนอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับราชการของกระทรวงหรือกรม ซึ่งได้มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขปรับปรุงขึ้นใหม่ในปี
พ.ศ. 2484 อย่างไรก็ดีจากผลของสงครามมหาเอเซียบูรพา หรือสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้การวางเค้าโครงเกี่ยวกับอำนาจและหน้าที่จะพึงมีเพื่อตราพระราชกฤษฎีกาจัดวางระเบียบราชการในกรมการขนส่งต้องประสบอุปสรรคและล่าช้าไปมาก ทั้งนี้เนื่องจากประเทศไทยมีส่วนได้รับความกระทบกระเทือนจากภัยของสงครามครั้งนี้ด้วย ซึ่งในที่สุด ได้มีการพิจารณาอย่างละเอียดรอบครอบแล้ว
ฯพณฯจอมพลแปลก พิบูลสงครามนายกรัฐมนตรี ในสมัยนั้นได้มีบันทึกสั่งการ กำหนดโครงร่างส่วนราชการไว้ในรูปของกองให้มีหน้าที่โดยตรง เกี่ยวกับ การขนส่งของประเทศรวม 3 ทางคือ
1) กองขนส่งทางบก ทำการควบคุมการขนส่งทางบกทุกประเภท เว้นรถไฟและการเดินรถประจำทาง
2) กองขนส่งทางน้ำ ทำการควบคุมการขนส่งทางน้ำรวมทั้งทางทะเลด้วยและเอาการเดินเรือทะเล มาอยู่ในกองนี้รวมบริษัทเดินเรือไทยไว้ด้วย
3) กองขนส่งทางอากาศ ทำการควบคุมการขนส่งทางอากาศทั้งในและนอกประเทศ หลังจากนั้นประมาณ 19 วันก็ได้มีประกาศใช้พระราชกฤษฎีกา จัดวางระเบียบราชการในกรมการขนส่ง เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2485 โดยแบ่งส่วนราชการเป็นดังนี้
1. สำนักงานเลขานุการกรม แบ่งเป็น 3 แผนก คือ แผนกสารบรรณ แผนกสนเทศและสถิติ และแผนกแบบแผนและก่อสร้าง
2. กองขนส่งทางบก แบ่งเป็น 3 แผนก คือแผนกทะเบียนและอนุญาต แผนกควบคุมพาหนะทางบก แผนกควบคุมการขนส่งประจำทาง
3. กองขนส่งทางน้ำ แบ่งเป็น 3 แผนก คือแผนกทะเบียนและอนุญาต แผนกควบคุมยานพาหนะ ทางน้ำ แผนกควบคุมบริษัทขนส่งทางน้ำภายในและภายนอกประเทศ
4. กองขนส่งทางอากาศ แบ่งออกเป็น 2 แผนก คือแผนกทะเบียนและอนุญาต แผนกควบคุม การเดินอากาศ
ต่อมาพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการกรมการขนส่งฉบับปี พ.ศ.2485 ได้ถูกยกเลิกพระราชกฤษฎีกาฉบับปี พ.ศ.2491 โดยแบ่งส่วนราชการกรมการขนส่งเสียใหม่ ดังต่อไปนี้
1) สำนักงานเลขานุการกรม
2) กองขนส่งทางบกและทางน้ำ
3) สำนักงานการบินพลเรือน
4) สำนักงานท่าเรือกรุงเทพฯ
และต่อมาพระราชกฤษฎีกาฉบับปี พ.ศ.2491ได้ถูกยกเลิกไปอีกโดยพระราชกฤษฎีกาปี พ.ศ. 2495 โดยแบ่งส่วนราชการกรมการขนส่งเสียใหม่ดังต่อไปนี้
1) สำนักงานเลขานุการกรม
2) กองขนส่งทางบก
3) กองขนส่งทางน้ำ
4) สำนักงานการบินพลเรือน
และต่อมาพระราชกฤษฎีกาฉบับปี พ.ศ.2491ได้ถูกยกเลิกไปอีกโดยพระราชกฤษฎีกาฉบับปี พ.ศ.2495 ได้ถูกยกเลิกไปอีก โดยพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการกรมการขนส่งฉบับที่ประกาศใช้เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2497 นับเป็นฉบับสุดท้ายที่ยังมีชื่อกรมการขนส่ง เหลืออยู่ ทั้งนี้ ให้รับกับพระราชบัญญัติการขนส่ง พ.ศ.2497 ซึ่งประกาศใช้ ในปีเดียวกันพร้อมกับย้ายที่ทำการติดตามกระทรวงคมนาคม ไปอยู่ที่ถนนราชดำเนินนอกซึ่งเป็นที่ตั้งของกระทรวงคมนาคมในปัจจุบันพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้แบ่งส่วนราชการกรมการขนส่งดังต่อไปนี้
ก.ราชการบริหารส่วนกลาง
1. สำนักงานเลขานุการกรม แบ่งเป็น 5 แผนกคือ
- แผนกสารบรรณ
- แผนกคลัง
- แผนกพัสดุ
- แผนกสนเทศและสถิติ
- แผนกค้นคว้าและส่งเสริมสวัสดิภาพ
2. กองโรงเรียนการขนส่ง
3. กองขนส่งทางบก แบ่งเป็น 3 แผนก คือ
- แผนกอนุญาตและทะเบียน
- แผนกควบคุมการขนส่งทางบก
- แผนกสถานีขนส่ง
4. กองควบคุมและส่งเสริมการขนส่งทางน้ำแบ่งเป็น 3 แผนก คือ
- แผนกตรวจการขนส่ง
- แผนกตรวจเรือและคนประจำเรือ
- แผนกสถานีขนส่ง
5. กองทะเบียนขนส่งทางน้ำ แบ่งเป็น 4 แผนก คือ
- แผนกทะเบียนเรือกล
- แผนกทะเบียนเรือที่มิใช่เรือกล
- แผนกทะเบียนประกอบกิจการขนส่ง
- แผนกทะเบียนคนประจำเรือ
6. กองขุดและรักษาร่องน้ำ
7. สำนักงานการบินพลเรือน
ข. ราชการบริหารส่วนภูมิภาค
1. ขนส่งภาค
2. ขนส่งจังหวัด
3. ขนส่งอำเภอ
สำนักงานการบินพลเรือนแบ่งส่วนราชการเป็นการภายใน 3 กอง คือ กองเทคนิค กองควบคุมการจราจรทางอากาศและกองบริการขนส่งทางอากาศ
อุปสรรคประการสำคัญที่ทำให้งานของกรมการขนส่งในช่วงแรกนั้นไม่ก้าวไปเท่าที่ควรก็เพราะว่ากรมการขนส่งได้ถูกสถาปนาขึ้นมา ในระยะที่ประเทศไทยตกอยู่ในภาวะสงคราม ความจำเป็นในด้านการทหารไม่อำนวยต่อการเสนอของบประมาณประจำปีสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานและการบรรจุเจ้าหน้าที่หลังจากได้มีการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาจัดวางระเบียบราชการในกรมการขนส่งฉบับแรกได้รับอนุมัติมาก็พอจะดำเนินการให้ลุล่วงไปได้บ้างเท่านั้น เพราะเหตุนี้งานส่วนใหญ่ ซึ่งกรมการขนส่งดำเนินอยู่ในขณะนั้นจึงเป็นงานที่ต่อเนื่องมาจากกองการบินพาณิชย์คืองานเกี่ยวกับการควบคุมบริษัทขนส่งจำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ดำเนินการขนส่งโดยเครื่องบินและรถยนต์ประจำทางระหว่างจังหวัดต่าง ๆ เท่านั้น การที่จะควบคุมและส่งเสริมงาน เกี่ยวกับการขนส่งให้ได้ผลนอกจากจะต้องมีเจ้าหน้าที่และเงินค่าใช้จ่ายอย่างเพียงพอแล้ว ยังจำเป็นต้องมีอุปกรณ์อันสำคัญอีกประการหนึ่งคือตัวบทกฏหมาย ซึ่งให้อำนาจและกำหนดหน้าที่ของส่วนราชการซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในการนั้น เพื่อให้การปฏิบัติงานได้เป็นไปโดยรัดกุมด้วย แม้จะมีตัวบทกฏหมายเกี่ยวกับการขนส่งอยู่แล้วหลายฉบับก็จริงอยู่แต่บรรดาตัวบทกฏหมายเหล่านั้นหาได้บัญญัติให้อำนาจและกำหนดหน้าที่เพื่อกรมการขนส่ง จะได้ดำเนินการให้เป็นไปตามนโยบายรัฐบาลได้วางไว้แต่อย่างไรไม่ เช่น พระราชบัญญัติรถยนต์ กำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้รักษาการ พระราชบัญญัติ การเดินเรือในน่านน้ำไทย กำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้รักษาการพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทยกำหนดให้เป็นหน้าที่ของกรมเจ้าท่าและพระราชบัญญัติการเดินอากาศ บัญญัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นผู้รักษาการเหล่านี้เป็นต้น
เพื่อให้การขนส่งได้พัฒนาไปตามนโยบายของรัฐบาลที่ได้จัดตั้งกรมการขนส่งขึ้นจึงได้มีการเสนอความเห็นในอันที่จะพิจารณาแก้ไขหรือ ยกร่างกฏหมายเกี่ยวกับการขนส่งทั้งทางบก ทางน้ำและทางอากาศขึ้นใหม่ เพื่อให้สอดคล้องต้องตามนโยบาย ดังได้กล่าวมาแล้วอย่างไรก็ตามเนื่องจากความขัดข้องบางประการปัญหาที่กล่าวมาจึงยังไม่อาจจะดำเนินการให้ลุล่วงไปได้งานที่กรมการขนส่งปฏิบัติอยู่ในตอนแรกจึงเป็นงานเฉพาะเรื่อง เช่นงานควบคุมเดินรถโดยสารระหว่างจังหวัดของ บริษัทขนส่งจำกัดตามนโยบายรัฐบาลในสมัยนั้นรวมทั้งการเดินเรือ เพื่อประโยชน์ต่อประชาชนในกรณีที่เอกชนไม่สามารถดำเนินการได้ หรือสามารถดำเนินการได้ แต่กำหนด อัตราค่าขนส่งสูง บริษัทขนส่งจำกัดก็จะเข้าดำเนินการ เพื่อตรึงอัตราค่าขนส่งให้อยู่ในอัตราที่ เหมาะสมกับสภาวการณ์ไม่สูงไม่ต่ำเกินไปนอกจากนั้นก็ยังมีงานอื่น ๆ อีกที่กรมการขนส่ง ได้รับมอบหมาย ให้ดำเนินการเป็นเฉพาะเรื่อง เช่น การเรียกเกณฑ์รถเพื่อใช้ในราชการทหาร ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 การจัดหาน้ำมันยางรถและเครื่องอะไหล่รถยนต์มาจำหน่าย ในราคาถูกในภาวะที่ขาดแคลนการขนย้ายทรัพย์สินของชาติไปเก็บ ณ ที่ปลอดภัยจังหวัด เพชรบูรณ์ ฯลฯ เป็นต้น ในปี พ.ศ. 2506 ได้มีพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม(ฉบับที่ 2) พ.ศ.2506 เฉพาะกระทรวงคมนาคม ได้ยกฐานะสำนักงานการบินพลเรือนขึ้นเป็นกรมการบินพาณิชย์กำหนดตราหรือเครื่องหมายราชการกรมการขนส่งทางบกตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง กำหนดเครื่องหมายราชการ (ฉบับที่ 46) ลงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2507 โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 81 ตอนที่ 20 หน้า 135 โดยกำหนดว่า "เครื่องหมายราชการกรมการขนส่งทางบก กระทรวง คมนาคม เป็นรูปมีกรอบวงกลม 3 เส้นภายในมีรูปพระมาตุลีเทพบุตรขับรถเทียมม้ากำลังลอยลงสู่พื้นดิน เบื้องล่างเป็นพื้นดินแม่น้ำและทะเลกรอบตอนล่าง เป็นลายกนก และมีชื่อกรมการขนส่งทางบก"
และต่อมาในปี พ.ศ.2508 ได้มีพระราชบัญญัติ โอนกิจการบริหารของกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม เฉพาะที่เกี่ยวกับราชการการขนส่งทางน้ำไปเป็นของกรมเจ้าท่า และในปีเดียวกันนี้ได้มีพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการ กรมการขนส่งทางบกกระทรวงคมนาคมขึ้นโดยแบ่งส่วนราชการออกเป็นราชการบริหารส่วนกลางและส่วนภูมิภาคดังนี้
ก. ราชการบริหารส่วนกลาง
1. สำนักงานเลขานุการกรม แบ่งออกเป็น 4 แผนก คือ
แผนกสารบรรณ
แผนการเจ้าหน้าที่
แผนกคลัง
แผนกพัสดุ
2. กองวิชาการและวางแผน แบ่งออกเป็น 5 งานคือ
งานธุรการ
งานค้นคว้าและวิจัยเศรษฐกิจการขนส่ง
งานวิจัยกฏหมายการขนส่ง
งานสถิติการขนส่ง
งานการต่างประเทศ
3. กองสวัสดิภาพการขนส่ง แบ่งออกเป็น 3 งาน คือ
งานธุรการ
งานจัดการศึกษาอบรมและทดสอบ
งานส่งเสริมสวัสดิภาพการขนส่ง
4 . กองควบคุมกิจการขนส่ง แบ่งออกเป็น 3 แผนก คือ
แผนกคณะกรรมการควบคุมการขนส่ง
แผนการบริการขนส่ง
แผนกใบอนุญาต
5. กองวิศวกรรมการขนส่ง แบ่งออกเป็น 4 งาน คือ
งานธุรการ
งานมาตรฐานเครื่องอุปกรณ์การขนส่ง
งานซ่อมบำรุง
งานตรวจสภาพรถยนต์
6. กองตรวจการขนส่ง แบ่งออกเป็น 4 แผนก คือ
แผนกเปรียบเทียบ
แผนกตรวจการ
แผนกตรวจสอบบัญชีการขนส่ง
แผนกทะเบียนผู้ประจำเครื่องอุปกรณ์การขนส่ง
ข. ราชการบริหารส่วนภูมิภาค ได้แก่
สำนักงานขนส่งจังหวัด
กฎหมายที่กำหนดอำนาจและหน้าที่ของกรมการขนส่งทางบกในการควบคุมการขนส่งทางบกของประเทศในขณะนั้นได้แก่ พระราชบัญญัติการขนส่ง พ.ศ.2497 และพระราชบัญญัติการขนส่ง (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2510 ซึ่งในทางปฏิบัติแล้วมาตรา 2 แห่ง พระราชบัญญัติการขนส่ง พ.ศ.2497 ได้บัญญัติให้อำนาจแก่ฝ่ายบริหารที่จะประกาศใช้พระราชบัญญัตินี้ทั้งหมดหรือเพียงบางส่วนในท้องที่ใดให้กระทำได้โดยประกาศพระราชกฤษฎีกาและ เมื่อพระราชบัญญัติการขนส่ง พ.ศ.2497 ประกาศใช้แล้ว ก็ได้มีประกาศพระราชกฤษฎีกาให้ใช้พระราชบัญญัติการขนส่งบังคับในท้องที่ จังหวัดต่าง ๆ ไปตามลำดับระยะเวลาดังต่อไปนี้คือ พ.ศ.2497 พระราชกฤษฎีกาให้ใช้พระราชบัญญัติการขนส่ง พ.ศ.2497 ในส่วนที่เกี่ยวกับการขนส่งประจำทางด้วยรถยนต์ ในท้องที่จังหวัดพระนคร และจังหวัดธนบุรี พ.ศ.2497
พ.ศ.2498 พระราชกฤษฎีกาให้ใช้พระราชบัญญัติการขนส่ง พ.ศ.2497 ในส่วน ที่เกี่ยวกับการขนส่งประจำทางในท้องที่จังหวัดนนทบุรีจังหวัดสมุทรสาคร และจังหวัดนครปฐม พ.ศ.2498
พ.ศ.2502 พระราชกฤษฎีกาให้ใช้พระราชบัญญัติการขนส่ง พ.ศ. 2497 ในท้องที่บางจังหวัด และกำหนดประเภทลักษณะชนิดและขนาดเครื่องอุปกรณ์การขนส่งพ.ศ.2502
พระราชกฤษฎีกาให้พระราชบัญญัติการขนส่ง พ.ศ.2497 ในท้องที่จังหวัด พระนครและธนบุรีและกำหนดประเภท ลักษณะชนิดและขนาดเครื่องอุปกรณ์การขนส่ง พ.ศ.2502
พ.ศ.2503 พระราชกฤษฎีกาให้ใช้พระราชบัญญัติการขนส่ง พ.ศ.2497 ในส่วนที่เกี่ยวกับการขนส่งสาธารณะและการขนส่งประจำทางในท้องที่บางจังหวัดและกำหนดเครื่องอุปกรณ์ขนส่ง พ.ศ.2503 (รถบรรทุก 38 จังหวัด)
พ.ศ.2504 พระราชกฤษฎีกายกเลิกพระราชกฤษฎีกาให้ใช้พระราชบัญญัติการขนส่ง พ.ศ.2497 ในท้องที่จังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรีและกำหนดประเภทลักษณะชนิดและขนาดเครื่องอุปกรณ์การขนส่ง พ.ศ.2502 ,พ.ศ.2504 พระราชกฤษฎีกาให้ใช้พระราชบัญญัติการขนส่งพ.ศ.2497 ในส่วนที่เกี่ยวกับการขนส่งสาธารณะในท้องที่บางจังหวัดและกำหนดเครื่องอุปกรณ์การขนส่ง พ.ศ.2504
พ.ศ.2507 พระราชกฤษฎีกาให้ใช้พระราชบัญญัติการขนส่ง พ.ศ.2497 ในส่วนที่เกี่ยวกับการ
ขนส่งประจำทางด้วยรถยนต์โดยสาร พ.ศ.2507 พระราชกฤษฎีกาให้ใช้พระราชบัญญัติการขนส่ง
พ.ศ.2497 ในส่วนที่เกี่ยวกับการขนส่งสาธารณะและการขนส่งประจำทางด้วยรถยนต์ที่บรรทุก
พ.ศ.2507 พระราชกฤษฎีกาให้ใช้พระราชบัญญัติการขนส่ง พ.ศ.2497 ในส่วนที่เกี่ยวกับ การขนส่งสาธารณะด้วยรถยนต์ที่บรรทุกผู้โดยสารได้เกินเจ็ดคน พ.ศ.2507
พ.ศ.2509 พระราชกฤษฎีกาให้ใช้พระราชบัญญัติการขนส่งพ.ศ.2497 ในส่วนที่เกี่ยวกับการขนส่งส่วนบุคคล พ.ศ.2509 (วันที่ 6 กันยายน 2509) พระราชกฤษฎีกาให้ใช้พระราชบัญญัติการขนส่ง
พ.ศ.2497 ในส่วนที่เกี่ยวกับการรับจัดการขนส่ง พ.ศ.2509 (วันที่ 6 กันยายน 2509)
เพื่อให้การควบคุมกิจการขนส่งเป็นไปด้วยความมีระเบียบเรียบร้อย กรมการขนส่งทางบกจึงจำเป็นที่จะต้องเปิดที่ทำการขนส่งออกไปทั่วราชอาณาจักร ตั้งแต่วันที่เริ่มดำเนินการจนถึงปัจจุบันตามลำดับดังต่อไปนี้
ปี พ.ศ.2504 เริ่มเปิดสำนักงานและจัดส่งเจ้าหน้าที่ออกไปประจำที่จังหวัดจันทบุรี เพชรบุรี และนครสวรรค์
ปี พ.ศ.2505 เปิดที่จังหวัดอุบลราชธานี อุดรธานี สงขลา และเชียงใหม่
ปี พ.ศ.2506 เปิดที่จังหวัดนครราชสีมา
ปี พ.ศ.2507 เปิดที่จังหวัดลำปาง ตรัง ขอนแก่น ชุมพร นครปฐม และชลบุรี
ปี พ.ศ.2508 เปิดที่จังหวัดยะลา พังงา ปราจีนบุรี มหาสารคาม พิษณุโลก และลพบุรี
ปี พ.ศ.2509 เปิดที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ประจวบคีรีขันธ์ กาญจนบุรี บุรีรัมย์ สกลนคร อยุธยา ตาก เพชรบูรณ ์และอุตรดิตถ์
ปี พ.ศ.2510 เปิดที่จังหวัดหนองคาย เชียงราย แพร่ ระยอง สุราษฎร์ธานี นราธิวาส และเลย
ปี พ.ศ.2512 เปิดที่จังหวัดราชบุรี สระบุรี ชัยภูมิ ชัยนาท ปัตตานี ภูเก็ต นครพนม และร้อยเอ็ด
ปี พ.ศ.2513 เปิดที่จังหวัดฉะเชิงเทรา สุพรรณบุรี สุโขทัย สุรินทร์ พิจิตร และสิงห์บุรี
ปี พ.ศ.2514 เปิดที่จังหวัดกำแพงเพชร อุทัยธานี อ่างทอง นครนายก ระนอ งและภูเก็ต
ปี พ.ศ.2515 เปิดอีกรวม 13 จังหวัดได้แก่ จังหวัดกระบี่ กาฬสินธุ์ ตราด ลำพูน นนทบุรี น่าน ปทุมธานี ศรีสะเกษ สตูล สมุทรปราการ สมุทรสงคราม สมุทรสาคร และยโสธรครบทุกจังหวัด
สถานที่ไปทำการสำรวจและสัมภาษณ์
สถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดพิษณุโลก ตั้งอยู่บนเนื้อที่ 6 ไร่ 3 งาน 44 ตารางวา ปัจจุบันสถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดพิษณุโลก โดยเทศบาลนครพิษณุโลกเป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งมีผลการดำเนินการดังนี้
จำนวนรถหมวด 2 ออกจากต้นทางสถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดพิษณุโลกไปกรุงเทพฯ วันละ 38 เที่ยว รถต่างสายที่วิ่งผ่านสถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดพิษณุโลก เช่น สายเชียงใหม่-กรุงเทพฯ,เชียงของ-กรุงเทพ, อุตรดิตถ์-กรุงเทพ,สุโขทัย-กรุงเทพฯ,พะเยา-กรุงเทพฯ และสายอื่นๆวันล่ะ 126 เที่ยว
จำนวนรถหมวด 3 ออกจากต้นทางสถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดพิษณุโลกไปต่างจังหวัดวันละ 169 เที่ยว และรถต่างสายที่วิ่งผ่านสถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดพิษณุโลก เช่น แม่สอด-มุกดาหาร, เชียงใหม่-ขอนแก่น,เชียงราย-ขอนแก่น,เชียงใหม่-นครราชสีมา,เชียงราย-นครราชสีมา และสายอื่นๆวันละ 49 เที่ยว
จำนวนรถหมวด 4 ออกจากต้นทางสถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดพิษณุโลกวันละ 70 เที่ยว
จำนวนรถขนาดเล็ก ออกจาต้นทางสถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดพิษณุโลกวันละ 110 เที่ยว
รวมรถที่เข้าใช้สถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดพิษณุโลกวันละ 569 เที่ยว/วัน
รายได้ค่าบริการใช้สถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดพิษณุโลกวันละ 7,500 บาท/วัน
ผู้โดยสารที่เข้าใช้สถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดพิษณุโลกประมาณวันละ 21,350 คน/วัน
และได้มีการเพิ่มเที่ยวรถในช่วงวันเทศกาลขึ้นอีกตาม
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น